วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

[BSD Trans] Dazai Osamu and The dark era: Chapter 1 [1/4 แปลไทย]

คณะประพันธกรจรจัด
เล่มที่ 2: Dazai Osamu and The dark era: Chapter 1 [1/4]
ผู้ประพันธ์: Asagiri Kafka
ภาพประกอบ: Harukawa35
แปลไทย : Chiyuu_ki
ทรานส์อิ้ง : Dazai Osamu and the Dark Era
Previous : Prologue 3/3




พอร์ทมาเฟียมีกฎอยู่สามข้อ
หนึ่ง จงเชื่อฟังคำบัญชาของหัวหน้า
สอง ห้ามหักหลังองค์กร
สาม หากถูกโจมตี จงโต้กลับเป็นสองเท่า
และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขนมปังร่วงออกจากปากของผมตอนที่หัวหน้าโทรมาเรียกตัวระหว่างการชงกาแฟในเช้าวันนั้น
คำสั่งจากโทรศัพท์ไร้อารมณ์โดยสิ้นเชิง
‘ซาคุโนะสุเกะ โอดะ หัวหน้าเรียกพบนาย’ ตอนนั้นเอง มีคำสามคำผุดขึ้นมาในใจ “หมดประโยชน์แล้ว” “ของที่ใช้การไม่ได้” “การเปลี่ยนตัวพนักงาน” มือของผมที่กำลังถือโทรศัพท์เริ่มชาเพราะความเย็นเยียบ
ผมรีบยัดขนมปังที่เหลือเข้าปากหลังจากวางโทรศัพท์และจัดการหั่นเบคอนกับไข่ดาวเป็นสามส่วนและกลืนมันลงกระเพาะ หลังจากนั่นก็เทกาแฟลงในแก้วพร้อมเติมน้ำตาลและฟองนม
ผมดื่มกาแฟอึกใหญ่ไปพร้อมกับเปลี่ยนเสื้อเชิ้ต ความร้อนของมันปรี๊ดขึ้นสมองทำให้ผมลืมความคิดที่จะหนีออกจากโยโกฮาม่าไปชั่วขณะ ผมโกนหนวด ใส่กางเกงและรัดสายหนังลงบนไหล่ ผมยัดปืนพกขนาด 9 มม.ลงในซองด้านซ้ายและขวาจากนั้นก็คว้าแจ็กเก็ตมาสวมและตรงไปที่ประตู
ผมเหยียบคันเร่งจนมิดและมุ่งหน้าไปยังองค์กร ระหว่างทาง นอกจากการขับเกินความเร็วกำหนดบนทางด่วนไปสองถึงสามครั้งผมก็จำอะไรไม่ได้มากนัก
ในที่สุดผมก็มาถึง ผมเดินตรงไปที่ห้องโถง ทักทายเพื่อนร่วมงานและพนักงานรักษาความปลอดภัยก่อนยัดตัวเองเข้าไปในลิฟท์เพื่อมุ่งหน้าไปยังชั้นบนสุด ทั้งห้องโถงสไตล์อิตาลีหรือลิฟท์แก้วความเร็วสูงนี่ ทุกอย่างช่างหมดจดไม่มีแม้แต่รอยนิ้วมือให้ได้เห็น
ศูนย์บัญชาการหลักของพอร์ทมาเฟียตั้งอยู่ใจกลางเมืองโยโกฮาม่า มีตึกที่หน้าตาเหมือนกันทั้งหมดสี่ตึก หากมองจากลิฟท์แก้วนี่จะได้เห็นทัศนียภาพทั้งหมดของเมือง ลิฟท์แก้วเคลื่อนขึ้นไปเรื่อยๆตามความสูงของตึกระฟ้าจนผมมองไม่เห็นอะไรอีก
ผมได้แต่สงสัยว่าทำไมหัวหน้าถึงเรียกพบ ขณะมองตึกที่ทำการถูกอาบไปด้วยแสงนวลของพระอาทิตย์ยามเช้า
หากเป็นแค่การ’รับมือ’กับพวกพนักงานระดับล่าง มันก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเรียกผมไปพบถึงห้องทำงานส่วนตัวที่ชั้นบนสุด ถ้าหากว่าเขาต้องการปิดปากผู้ใต้บังคับบัญชาซักคน เขาแค่เรียกผมไปพบที่ที่ทิ้งขยะและส่งหน้าที่ให้คนทำความสะอาดจัดการที่เหลือต่อ ทำแบบนั้นจะประหยัดทั้งแรงและพลังงาน ถ้าให้เทียบกับผู้บัญชาการพอร์ทมาเฟียคนก่อน ชายคนนี้ค่อนข้างจะมีหลักการ ถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการประหยัดทรัพยากร
ถ้าอย่างนั้นทำไมหัวหน้าถึงเรียกหมากไร้ค่าตัวหนึ่งเข้าพบล่ะ
ความคิดของผมถูกขัดจังหวะเมื่อลิฟท์เปิดออก เมื่อออกจากลิฟท์ พื้นทางเดินเบื้องหน้าถูกปูด้วยพรมหนานุ่มที่เก็บเสียงฝีเท้าและกำแพงแข็งแกร่งที่ป้องกันได้แม้กระทั่งระเบิดอาร์พีจี หลอดไฟขนาดยาวที่ถูกฝังอยู่ข้างกำแพงส่องแสงสีนวลกลมกลืนจนแทบมองไม่ออก
ก่อนที่ผมจะได้บอกชื่อกับพนักงานรักษาความปลอดภัยด้านหน้า เขาก็ชี้นิ้วไปยังบานประตูด้านหลัง
ระหว่างที่ยืนอยู่หน้าบานกระจกสองด้าน ผมก้มหัวลงเล็กน้อยและตรวจความเรียบร้อยของเสื้อผ้าอีกครั้ง ฝ่ามือยกขึ้นลูบคางที่เรียบลื่นหลังการโกนหนวด ผมกระแอมและแสดงตัวต่อผู้ที่อยู่ภายในห้อง
“ผมโอดะ ขออนุญาตนะครับ”
“มานี่สิเอลิสจัง ใส่ชุดนี้ให้ฉันดูหน่อยสิ น่า แค่แปปเดียวเองนะ แปปเดียวจริงๆ!” คำพูดแปลกๆดังออกมาจากภายในห้อง ผมรออีกซักพักก่อนจะสูดหายใจเข้าและแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียงเมื่อครู่
“หัวหน้าครับ ผมโอดะ ขออนุญาตเข้าไปนะครับ”
“อ่า– อย่างนั้นแหละ ถอดชุดออกแล้วก็อย่าทิ้งมันลงบนพื้นล่ะ ชุดนั้นมันแพงนะรู้ไหม
เพราะว่าได้ยินบางอย่างที่ทำให้รู้สึกแปลกๆอย่างนั้น ผมจึงลังเลอยู่ซักพักก่อนจะตัดสินใจเล่นบทของผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่เปิดประตูโดยไม่ได้ดูตาม้าตาเรือ
“ขออนุญาตครับ”
ผมผลักบานประตูทั้งสองบานเข้าไปด้านในก่อนจะพบกับห้องทำงานที่กว้างขวาง และคนสองคนที่กำลังวิ่งไล่จับกันอยู่ในห้อง คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนในชุดสีขาว อีกฝ่ายเป็นเด็กสาวอายุประมาณสิบปี เธออยู่ในสภาพกึ่งเปลือยและชายคนที่ว่าคือหัวหน้าของพอร์ทมาเฟีย
“ไม่! ไม่มีทาง!”
“ได้โปรดเถอะเอลิสจัง ลองชุดนี้หน่อยน่า ฉันเลือกมาอย่างดีเลยนะ ดูนี่สิ ลายดอกไม้สีแดงเข้มนี่เหมือนกับช่อดอกไม้แสนสวยเลยล่ะ มันเหมาะกับเธอมากๆเลยนะ!”
“ฉันไม่ได้เกลียดชุดนั่น แต่เกลียดความสิ้นคิดของรินทาโร่ต่างหาก!”
แต่ฉันก็ไม่ได้ให้เธอใส่บ่อยๆซะหน่อย เอาล่ะ ฉันจับเธอได้แล้ว!”
“หัวหน้าครับ”
ทั้งสองคนหันกลับมาพร้อมรอยยิ้มเมื่อได้ยินเสียงของผม ก่อนที่ทั้งคู่จะนิ่งไป
“ผมมาที่นี่เพื่อรับคำสั่งตามคำบัญชาของคุณ คุณมีอะไรสำคัญให้ผมจัดการรึเปล่าครับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาไม่ได้จางหายไปก่อนที่เขาจะจ้องมาที่ผม เป็นสายตาของคนที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ และนั่นทำให้ผมลำบากใจยิ่งขึ้นไปอีก
“คุณมีเรื่องสำคัญให้ผมจัดการรึเปล่าครับ หัวหน้า”
“อา– นั่นน่ะ
สายตาของเขาเลื่อนจากโต๊ะไปที่ดวงไฟบนเพดาน ภาพวาด เชิงเทียนและกลับมามองยังเด็กสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย
“เกิดอะไรขึ้นน่ะ”
“ฉันไม่รู้” เด็กสาวที่ชื่อเอลิสมองไปยังหัวหน้าเหมือนเธอกำลังมองขยะชิ้นนึงบนถนน ก่อนที่เธอจะเปิดประตูและเดินเลี่ยงไปยังห้องที่เชื่อมต่อกัน ปล่อยให้ผมยืนอยู่ที่เดิมเพื่อรอคำสั่ง
หัวหน้ามองไปรอบๆอีกครั้งก่อนที่เขาจะเดินไปที่โต๊ะกลางห้องและกดปุ่ม ทันใดนั้นวิวของเมืองโยโกฮาม่าจากกระจกบานใหญ่ก็กลับกลายเป็นผนังสีเทา ภายในห้องมืดลงอย่างเห็นได้ชัด หัวหน้านั่งลงบนเก้าอี้หนังก่อนที่การ์ดสองคนจะประกฏตัวขึ้นเบื้องหลัง ยืนนิ่งและเงียบสนิท โคมไฟบนโต๊ะมะฮอกกานีสะท้อนใบหน้าของเขา หัวหน้าหรี่ตาลงและขมวดคิ้วก่อนยกศอกวางเท้าลงบนโต๊ะ ฝ่ามือทั้งสองข้างประสานกัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เบาแต่ล้ำลึก
“เอาล่ะ
“ครับ”
“โอดะคุง ฉันไม่ได้เรียกนายมาเพราะเรื่องสำคัญอะไรหรอก” สายตาของหัวหน้าคมกริบตัดผ่านความมืด
“ครับ”
“..โอดะคุง” เขานิ่งไป ก่อนที่เริ่มพูดต่อ “มีใครเคยบอกรึเปล่าว่าให้ทำตัวขี้เล่นให้มากกว่านี้น่ะ”
หัวหน้ารู้เรื่องนี้ได้ยังไง “ครับ ก็มีอยู่บ้าง” ผมมองไปยังการ์ดทั้งสองคนด้านหลังเพื่อหาเหตุผล พวกเขายืนนิ่งอย่างกับกำแพง ไร้อารมณ์ และพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่สบสายตาอันงุนงงของผม
“เอาล่ะ งั้นก็ถือว่านายเพิ่งเข้ามาและไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เข้าใจไหม”
“เข้าใจครับ” ผมพยักหน้า ผมเพิ่งเข้ามาและไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น “ผมเพิ่งเข้ามาไม่นานและผมก็ดีใจเป็นอย่างมากที่คุณหยุดเล่นเกมวิ่งไล่จับกับเด็กสาวคนนั้นเพื่อคุยกับผม คุณมีเรื่องสำคัญให้ผมจัดการรึเปล่าครับ หัวหน้า”
ชายตรงหน้ายกมือนวดหว่างคิ้วและจมอยู่กับความคิด หลังจากที่เขาครุ่นคิดไปได้ซักพัก ชายวัยกลางคนพยักหน้า “ดาไซเคยบอกฉันว่า โอดะซาคุคือชายที่พูดตามใจคิด ในตอนแรกอาจจะยากซักหน่อยที่จะอยู่กับเขา แต่หลังจากที่ชินแล้ว เขาก็สามารถเยียวยาคนอื่นได้.. ฉันเริ่มเข้าใจความหมายที่เจ้านั่นพูดแล้วล่ะ”
เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินคำพูดแบบนั้น แต่ยังไงซะนั่นก็คือดาไซ เขาคงจะพูดเรื่องไร้สาระ ผมอายุเกินยี่สิบแล้ว จะไปเยียวยาคนอื่นได้ยังไง
หัวหน้ากระแอมก่อนบรรยากาศจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง
“เอาล่ะ เรามาพูดถึงเรื่องงานกันเถอะ” เขาหยิบกล่องซิก้าร์ขึ้นมาและจ้องมองมัน ก่อนที่จะเคาะไส้ในของมันออกมาเล่นโดยที่ไม่ได้จุดสูบ
“ฉันอยากให้นายตามหาคน”
“ตามหา?” ผมปล่อยให้คำนั้นลอยอยู่ในหัวอย่างอ้อยอิ่ง โชคดีที่เขาไม่ได้สั่งให้ผมไปตายแต่มันก็ยังเร็วเกินไปที่จะวางใจ “โปรดให้ผมได้ทำความเข้าใจซักหน่อยครับ คุณเรียกผมมาที่นี่เพื่อสั่งงานผมโดยตรง นั่นหมายความว่าคนที่จะให้ผมไปหาต้องไม่ใช่คนธรรมดา คุณวางใจที่จะมอบหมายงานที่สำคัญขนาดนี้ให้สมาชิกระดับล่างอย่างผมหรอครับ”
“นั่นเป็นคำถามที่ดี” เขายกยิ้มเล็กน้อย “ปกติแล้วสมาชิกระดับล่างอย่างนายจะได้เป็นแนวหน้าเพื่อเป็นโล่ให้กับภารกิจบุกจู่โจมด้วยระเบิด แต่จากที่ได้ยินมา ฉันคิดว่าฉันควรมอบงานนี้ให้นาย”
เมื่อพูดจบ เขาเก็บมวนซิก้าร์ลงกล่องและปัดผมที่ปรกหน้าออก
“เพราะคนที่หายตัวไปในคราวนี้คือ ซาคากุชิ อันโกะ”
ถ้าหากมีใครสามารถมองเข้ามาในใจของผมตอนนี้ได้ เขาเป็นผู้โชคดีที่ได้เห็นภาพของภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่มีคำถามจำนวนนับไม่ถ้วนปะทุออกมาบนปากปล่องราวกับลาวา ควันของมันลอยคลุ้งไปในอากาศ
แต่ในความเป็นจริง ผมเพียงงอนิ้วลงเล็กน้อย
“ใจเย็นดี ถ้าหากนายตื่นตระหนกกว่านี้ฉันคงกังวลว่านายจะไม่เหมาะกับการตามหาคนหาย .. ไม่เลว เอาล่ะ อันโกะติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วเขาก็ไม่ได้กลับไปที่บ้าน ยังสรุปไม่ได้ว่าเขาตั้งใจที่จะหายไปหรือถูกลักพาตัวไปกันแน่”
นั่นหมายความว่าอันโกะหายตัวไปเมื่อคืนหลังจากลากับพวกเราที่บาร์ อย่างน้อยเขาก็ไม่ได้ทำตัวน่าสงสัยตอนอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น อันโกะพูดออกมาอย่างชัดเจนว่าเขาอยากกลับบ้าน แต่ถ้าเขาโกหก ผมหรือดาไซคงจะสังเกตเห็น
“อย่างที่นายรู้ อันโกะคือสายลับของพอร์ทมาเฟีย” หัวหน้าถอนหายใจออกมาด้วยความกังวล ความไม่สบายใจต่อการหายตัวไปของผู้ใต้บังคับบัญชาปรากฏเด่นชัดบนใบหน้าของเขา อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเห็น
“ในหัวของเขาเต็มไปด้วยข้อมูลลับมากมายของพอร์ทมาเฟีย ทั้งการจัดการเงิน ทั้งค่าใช้จ่ายประจำปี รายชื่อของผู้จัดการ รายชื่อการติดต่อของพวกค้าของเถื่อน การขายข้อมูลพวกนี้ให้กับองค์กรคู่แข่งถือเป็นจำนวนเงินที่เยอะพอสมควร เขาสามารถที่จะเปิดเผยจุดอ่อนของเราและทำให้เราเดือดร้อน แต่ถ้าตัดความเป็นไปได้พวกนี้ออกไป อันโกะถือเป็นลูกน้องคนสำคัญของฉัน ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ฉันต้องการที่จะช่วยเขา นายเข้าใจความรู้สึกของฉันใช่ไหม”
คงจะมีความแตกต่างมากมายระหว่างหัวหน้าแห่งพอร์ทมาเฟียและพนักงานหางแถวอย่างผมที่จะสามารถเข้าใจเขาได้ “ครับ” แต่ผมก็ตอบรับอยู่ดี
หัวหน้าหยิบปากกาขนนกขึ้นมาหมุนเล่น “มีข่าวลือมาว่านายมีฝีมือที่จะจัดการปัญหาพวกนี้ คนอย่างนายหาได้ไม่ง่ายในพอร์ทมาเฟียที่เต็มไปด้วยพวกที่ดีแต่ใช้ปืนและความรุนแรง ฉันคาดหวังในตัวนายนะ”
หัวหน้าเข้าใจผมผิดอย่างมหันต์ ผมไม่ได้เก่งในการตามหาคน ผมเป็นแค่พวกฝึกหัด แต่ถึงอย่างนั้นใครๆก็รู้ว่าเคสพวกนี้มักจะตกถึงมือผม เหตุผลง่ายๆเพียงเพราะผมเป็นมาเฟียที่ไม่สามารถใช้ปืนและความรุนแรงในการข่มขู่คน
โอดะ ซาคุโนะสุเกะ
จงช่วยเหลือเขาอย่างที่ฉันเคยบอกไปแล้วโดยที่ไม่ต้องกล่าวถามอะไรเพิ่ม เพื่อที่เขาจะได้จบการสอบสวนด้วยความสงบและเยือกเย็น
โอไก
“ถ้ามีเจ้านี่ การสืบสวนน่าจะง่ายขึ้น รับไว้ซะ”
ผมรับกระดาษมา สิ่งนี้เรียกว่าคำพยากรณ์สีเงิน หรือเรียกอีกอย่างคือการถ่ายโอนอำนาจ คำพูดของผู้ที่ครอบครองมันจะมีอำนาจเทียบเท่าหัวหน้า นอกเหนือจากผู้บริหารทั้งห้า ผู้ใดก็ตามที่เห็นกระดาษแผ่นนี้จะถูกเรียกใช้ได้อย่างอิสระ การท้าทายต่อกระดาษแผ่นนี้คือการทรยศต่อพอร์ทมาเฟียและจะต้องได้รับการลงโทษ
สิ่งที่เป็นเพียงแค่ข่าวลือมาตลอดวางอยู่ในมือของผม บางทีมันก็ยากที่จะเชื่อ
“ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นถึงผู้บริหาร นายก็สามารถที่จะตีตัวเทียบเท่าได้” หัวหน้าพูดพร้อมหัวเราะ “พูดถึงเรื่องนั้นแล้ว นายกับดาไซเป็นเพื่อนกันแบบลับๆสินะ หืม– มิตรภาพที่ไม่ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ดาไซเป็นผู้ชายที่โดดเด่น ถ้านายมีปัญหาอะไรก็ควรไปหาเขา
“ผมไม่มีความคิดที่จะทำอย่างนั้น” ผมตอบตามความจริง
“งั้นหรอ? ฉายาผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ไม่ได้มีไว้ประดับเล่นหรอกนะ ถึงเขาจะเป็นพวกนอกคอกเจ้าปัญหาในสายตาของเพื่อนร่วมงาน ความสามารถพิเศษของเขามันก็ถือว่าโดดเด่นอยู่ดี ฉันอยากให้นายรู้เอาไว้ ในสี่ถึงห้าปีนี้ เขาอาจจะฆ่าฉันและขึ้นมานั่งบนเก้าอี้นี้ก็ได้” รอยยิ้มชั่วร้ายปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขา



สีหน้าของผมไม่ได้เปลี่ยนไปแต่ในใจกลับกระตุกวูบ ผมมองไปที่หัวหน้าแต่ก็ไม่สามารถอ่านความหมายใดๆจากรอยยิ้มนั้นได้ นั่นมันเป็นแค่เรื่องล้อเล่นหรือยังไงกัน
“ฉันจะรอข่าวดีนะ”
ในขณะที่หัวหน้าวางปากกาขนนกกลับลงบนฐาน ผมโค้งให้เขาและหันหลังกลับไปที่ประตู ผมรู้สึกคอแห้งอย่างประหลาด หลังจากได้เผชิญกับเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ บางอย่างมันไม่ถูกต้องในความรู้สึกและมันก็ยากที่จะอธิบาย
“โอดะคุง”
หลังจากที่ผมเตรียมตัวจะลากลับ หัวหน้ากลับเรียกผมไว้
“ปืนสองกระบอกของนาย สวยดีนะ”
ผมก้มลงมองปืนพกที่อยู่ในซองหนังใต้แจ็กเก็ต
“มันเก่าแล้วล่ะครับ แต่ผมคุ้นเคยกับมัน เป็นเกียรติจริงๆที่ได้รับคำชมจากคุณ”
“คำถามนี้ฉันแค่อยากรู้เป็นการส่วนตัว มีข่าวลือมาว่านายไม่เคยใช้ปืนนั้นฆ่าคนเลย นั่นเป็นเรื่องจริงงั้นเหรอ”
ผมพยักหน้า “จริงครับ” ไม่มีประโยชน์ที่จะโกหก
“เหตุผลล่ะ”
ก่อนที่ผมจะตอบคำถามนั่น ผมต้องใช้เวลาซักพักเพื่อปรับลมหายใจให้เข้าที่
“คุณกำลังถามคำถามในฐานะหัวหน้าขององค์กรรึเปล่าครับ”
“เปล่า มันเป็นความอยากรู้ของฉันเอง”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมขออนุญาตไม่ตอบครับ”
หลังจากนิ่งงันไป หัวหน้าเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ค่อนข้างจะงุนงงกับการถูกเอาคืน หลังจากนั้นเขาจึงยกแขนขึ้นกอดอกและยิ้มออกมาให้ผม เหมือนกับอาจารย์ที่กำลังมองลูกศิษย์สุดห่วย ห่วยจนไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้

“อย่างนั้นเหรอ เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ไปได้แล้ว ฉันรอข่าวดีจากนายอยู่นะ”

---
Next → Chapter 1 part 2/4

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น